วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

บทที่ 2

บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


 ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร(Media exposure)
การสื่อสารนั้นจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ นอกเหนือจากปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค แม้ว่าการสื่อสารจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตายของมนุษย์เหมือนกับปัจจัยสี่ แต่การที่จะให้ได้มาซึ่งปัจจัยสี่เหล่านั้นย่อมต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน มนุษย์ต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของตน และ เพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคม การสื่อสารเป็นพื้นฐานของการ ติดต่อของกระบวนการสังคม ยิ่งสังคมมีความสลับซับซ้อนมาก และประกอบด้วยคนจำนวนมากขึ้นเท่าใดการสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและสังคมจะนำมาซึ่งความสลับซับซ้อน หรือความสับสนต่างๆ จนอาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและไม่แน่ใจแก่สมาชิกของสังคม ดังนั้น จึงต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว (ยุพดี ฐิติกุลเจริญ, 2537, หน้า 3)

Atkin (1973) ได้กล่าวว่า บุคคลยิ่งเปิดรับข่าวสารมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความรู้และเท่าทันสภาวะแวดล้อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้นและข่าวสารที่ลดความไม่รู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอกนั้นจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความคิด และการแก้ปัญหาต่างๆ
Rogers and Svenning (1969, p. 3)ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการเปิดรับสื่อมวลชนว่าสื่อมวลชนนั้นครอบคลุมถึงสื่อหลายประเภท  คือ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสียง นิตยสาร และโทรทัศน์ ดังนั้นการเปิดรับสื่อมวลชนจึงหมายถึง จำนวนรายการวิทยุที่บุคคลรับฟังในหนึ่งสัปดาห์ การอ่านหนังสือพิมพ์ในหนึ่งสัปดาห์ หรือการชมภาพยนตร์ต่อปีเป็นต้น ข่าวสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ความต้องการข่าวสารจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อบุคคลนั้น ต้องการข้อมูลในการตัดสินใจหรือไม่แน่ใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นข่าวสารยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เปิดรับมีควาทันสมัย สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น
ชาร์ลส์ เค อัทคิน (Atkin, 1973, p.208) ได้กล่าวว่าบุคคลที่เปิดรับข่าวสารมาก ย่อมมีหูตากว้างไกลมีความรู้ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและเป็นคนทันสมัยทันเหตุการณ์กว่าบุคคลที่เปิดรับข่าวสารน้อยอย่างไรก็ตาม บุคคลจะไม่รับข่าวสารทุกอย่างที่ผ่านมาสู่ตนทั้งหมด แต่จะเลือกรับรู้เพียงบางส่วนที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อตน ดังนั้น ข่าวสารที่หลั่งไหลผ่านเข้ามาไปยังบุคคลจากช่องทางต่าง ๆ นั้น มักจะถูกคัดเลือกตลอดเวลา ข่าวสารที่น่าสนใจ มีประโยชน์และเหมาะสมตามความนึกคิดของผู้รับสาร จะเป็นข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการสื่อสาร (กิติมา สุรสนธิ, 2533,หน้า 46-47)การเลือกสรรข่าวสารของบุคคลเป็นสิ่งที่อธิบายถึงพฤติกรรมการสื่อสารของแต่ละบุคคลว่าความแตกต่างกันทางสภาพส่วนบุคคลหรือสภาพจิตวิทยามีผลต่อการเปิดรับข่าวสาร โดยมีกระบวนการเลือกสรร (Selective Process) ที่แตกต่างกัน

หน้าที่ของการสื่อสารทางการเมืองAlmond and Powell
 (1978 อ้างถึงใน พฤทธิสาณ ชุมพล, 2535, หน้า 185) กล่าวว่าหน้าที่ของการสื่อสารทางการเมือง เพื่อดำรงไว้ซึ่งโครงสร้างของระบบการเมือง และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง ในกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมือง แต่ก็ก่อให้เกิดความร่วมมือและการควบคุมจากปัจเจกบุคคล โดยจะเน้นตัวกำหนดความต้องการข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบาทขององค์การต่าง ๆ เนื่องด้วยทุกคนต้องพึ่งพาข้อมูล ข่าวสารที่รับและผลต่อข่าวสารภายใต้บทบาทขององค์กรต่าง ๆ เนื่องด้วยทุกคนต้องพึ่งพาข้อมูลข่าวสารที่รับและมีผลต่อข้อมูลข่าวสารที่แปลออกมา อันเป็นปัจจัยในการทำความเข้าใจหน้าที่อื่นของระบบการเมือง โดยเราสามารถเพ่งจุดสนใจไปที่การไหลของข้อมูลข่าวสารในระบบการเมืองวิเคราะห์และเปรียบเทียบโครงสร้างที่แสดงถึงหน้าที่ของการสื่อสารเพราะประชาชนต้องการรู้ความจริงที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องการทราบว่าผู้นำคนใดมีแนวนโยบายอย่างไร รวมทั้งการกระทำของรัฐบาล เพื่อประเมินและควบคุมการทำงาน รวมทั้งพยายามที่จะมีอิทธิพลและควบคุมผู้นำภายใต้บทบาทของกลุ่มต่างๆ และประสานงานกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อแสดงความต้องการถึงผู้นำอย่างมีประสิทธิภาพโดยเป็นลักษณะของวงจรจากปัจจัยนำเข้าปัจจัยส่งออกและป้อนกลับ ในสังคมสมัยใหม่ได้มีการพัฒนาองค์การสื่อสารขึ้นมา และมีผลในทางที่จะเอื้อต่อการควบคุมระบบราชการ กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง ซึ่งทำหน้าที่อื่นๆ ในทางการเมืองอันเป็นประโยชน์ในการสร้างความสามารถของประชาชนในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็น ข้อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์กรอีกทั้งยังเอื้อต่อการที่จะมีการไหลเวียนอย่างคล่องตัวของข้อมูลข่าวสารจากสังคมสู่ระบบการเมือง จากโครงสร้างทางการเมืองหนึ่งไปสู่อีกโครงสร้างหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าในระบบการเมืองสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิกในระบบได้ต่อเมื่อสมาชิกของระบบการเมืองมีสิทธิเข้ามาร่วมกับกระบวนการทางการเมือง และสามารถสื่อสารความต้องการของตนเองออกมา ภายใต้สถานภาพทางสังคม ที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ รายได้ อายุ ที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและแบบแผนแห่งความเป็นอยู่ นอกจากนี้การสื่อสารทางการเมืองยังทำให้ประชาชนได้รับรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ทางการเมือง ก่อให้เกิดความสนใจทางการเมือง ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ก่อให้เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนซึ่งนับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นต่อการปกครองในระบบประชาธิปไตย ดังนั้น การสื่อสารทางการเมือง จึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนดังอธิบายในแนวคิดในเรื่องบทบาทของข่าวสารทางการเมืองของ Norman Nie (1969)




ทฤษฎีการมีส่วนร่วมทางการเมือง(Political Participation)
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองกำลังเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาหรือประเทศที่กำลังสร้างประชาธิปไตยในเวลานี้โดยทั่วไปแล้วในระบบการเมืองสมัยใหม่การหลีกเลี่ยง ไม่ยอมรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากนอกจากนี้ยังมีนักรัฐศาสตร์อีก 2 ท่านที่ศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง คือ
Norman Nie & Sideny Verba (อ้างถึงในFred & Nelson, 1975) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง กิจกรรมทางกฎหมายของราษฎร ซึ่งอาจมากหรือน้อยโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะมีอิทธิพลในการเลือกกำหนดบุคคลในวงการรัฐบาล หรือการกระทำของรัฐบาล และมีส่วนร่วมทางการเมืองได้นั้นต้องเป็นการกระทำที่มุ่งหวังอิทธิพลในการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นสำคัญซึ่งถ้าเป็นการกระทำที่ไม่หวังจะมีอิทธิพลเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกนโยบายของรัฐบาล หรือเลือกบุคคลสำคัญที่สามารถกำหนดนโยบายของรัฐบาลได้แล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังนั้น จากความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่กล่าวมา จะเห็นว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบการเมืองปัจจุบันโดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตย และยังได้ขยายขอบเขตของผู้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในสังคมให้มากขึ้นทำให้จำนวนผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองในปัจจุบันมากขึ้น และมีช่องทางของการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่ระบบการเมืองก็จะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆ ในสังคมมากขึ้นตาม

ความหมายทัศนคติทางการเมืองและแนวคิดทัศนคติทางการเมือง

Ascher and Hirschfelder-Asher (2005)กล่าวว่า ทัศนคติทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ทัศนคติและความรู้สึกทางการเมืองโดยเฉพาะเจาะจงและที่แท้จริงแล้วอาจพบความเป็นประชาธิปไตยในสังคมที่ไม่ได้มีโครงสร้างแบบประชาธิปไตยด้วยซํ้า ทัศนคติทางการเมืองเป็นการแสดงพฤติกรรมความคิดการยึดติดกับหลักการทางการเมือง และเป็นแนวคิดที่เป็นการนำเสนอไปตามเกณฑ์เชิงพฤติกรรม เพราะคำนิยามสถานการณ์ทางสังคมทำให้พฤติกรรมเหมาะสมมากกว่าอื่นใด วิธีที่คนให้ความหมายคำว่าสถานการณ์ และผลกระทบของความหมายเหล่านั้นที่มีต่อพฤติกรรมทำให้เกิดทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction)เนื่องจากการควบคุมพฤติกรรมไม่ใช่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นมาจากวิธีการสร้างความเกี่ยวข้องแนวคิดนี้ยังเป็นไปตามเกณฑ์ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ตัวอย่างเช่น นักเดินทางที่จะหยุดเดินเมื่อเจอแอ่งนํ้าไม่ได้มีวัฒนธรรมเดียวกัน แต่เป็นความต้องการทางร่างกาย ความเป็นปกติของพฤติกรรมทางสังคมไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการปรากฏของวัฒนธรรมเสมอ บุคคลที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพราะตำรวจกำลังยืนอยู่ใกล้นั้นไม่ได้มีแนวทางสร้างความเกี่ยวข้องแบบเดียวกับคนที่เคารพกฎหมายเพราะความศรัทธาพฤติกรรมทั้งสองแบบนี้คล้ายกันในบางสถานการณ์แต่กลับไม่มีรากฐานวัฒนธรรมและทัศนคติทางการเมืองร่วมกัน

Almond and Verba (1989) กล่าวว่าทัศนคติทางการเมืองว่าเป็นการนำเสนอความคิดความเชื่อ ทั้งในฐานะที่เป็นทิศทางทางจิตวิทยาที่มีต่อวัตถุทางสังคม พวกเขายังตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพูดเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในสังคม พวกเขาจะนึกถึงระบบการเมืองที่อยู่ในใจ ซึ่งทำให้เกิดความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรม เป็นการกระจายรูปแบบที่มีต่อวัตถุทางสังคม ซึ่งประกอบด้วยทิศทางทางความคิด ทิศทางทางอารมณ์และทิศทางในการประเมิน โดยการใช้ดุลยพินิจและความคิดเห็นเกี่ยวกับวัตถุทางการเมืองดังนั้นการสร้างแนวคิดว่า ทัศนคติทางการเมืองจึงเป็นแนวทางเชื่อมความสัมพันธ์ภายในร่วมกันแนวคิดนี้เป็นไปตามเกณฑ์การเป็นสมาชิกชั้นสูงเราไม่อาจระบุได้ว่าวัฒนธรรมเกิดขึ้นได้หรือไม่โดยการตรวจสอบบุคคลแต่ละคน การสร้างแนวคิดนี้จะเป็นไปตามเกณฑ์ เพราะจากความเข้าใจ เรียกได้ว่าวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อวิธีการเชื่อมโยงของวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สาธารณชนมีร่วมกัน กล่าวคือ การแบ่งปัน

Sills (1968) กล่าวว่า ทัศนคติทางการเมืองเป็นกลุ่มทัศนคติความเชื่อและความคิดเห็นซึ่งให้ความหมายแก่กระบวนการทางการเมืองและจะให้สมมติฐานแฝงรวมถึงกฎเกณฑ์ที่ควบคุมพฤติกรรมในระบบการเมือง มันรวมไปถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและการใช้บรรทัดฐานของระบบการปกครอง วัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็นเครื่องสำแดงให้เห็นมุมมองทางจิตใจและลักษณะส่วนตัวของการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ระบบการเมือง และความเป็นมาในชีวิตของสมาชิกในระบบ ดังนั้นมันจึงมีรากฐานมาจากเหตุการณ์สาธารณะและประสบการณ์ส่วนตัวเท่าๆ กัน

Lowell Dittmer (1977, p. 566) กล่าวว่าทัศนคติทางการเมือง คือระบบสัญลักษณ์ทางการเมือง และระบบนี้อยู่ภายในระบบใหญ่ซึ่งเราอาจเรียกว่าการสื่อสารทางการเมืองคำนิยามนี้เปลี่ยนให้ออกห่างจากจุดด้อยของการมุ่งเน้นที่ตัวบุคคล อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีหรือไม่มีสถาบันทางการเมืองการสร้างแนวคิดจะต่างไปจากแนวคิดก่อนหน้านี้ที่เป็นไปตามเกณฑ์ทางทฤษฎีทั้งสองเกณฑ์

Carole Pateman (1971) กล่าวว่าทัศนคติทางการเมือง ในความหมายนี้ผู้มีส่วนร่วมประชากร ทิศทางทางศาสนาอาจเป็นรากฐานของวัฒนธรรมที่แท้จริง แต่ต้องมีการระบุวิธีการสร้างความเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมีระบุวิธีการขึ้นแต่ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าทัศนคติของผู้มีส่วนร่วมกับประชากรจะสร้างวัฒนธรรมพลเมืองรูปแบบใหม่ได้หรือไม่ เพราะผู้แต่งไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอะไรคือรากฐานที่มีร่วมกันที่จะใช้สร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการจะรู้ว่า ผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับประชากรอย่างไร เพราะความสัมพันธ์นี้จะเป็นข้อพิสูจน์ถึงการครอบครองชนชั้น และได้ให้ความเห็นว่าทัศนคติทางการเมือง เป็นการวิจารณ์วัฒนธรรมพลเมืองรวมถึงการสร้างแนวคิดเหมือนกันเพราะมองข้ามความสัมพันธ์นั้นไป ดังนั้นการสร้างความคิดที่นำเสนอนั้นเป็นไปตามเกณฑ์ความไม่เท่าเทียม เพราะไม่มีการสมมติว่าตัวกระทำทางสังคมมีความสามารถเท่าเทียมกันในการสร้างของที่เป็นส่วนรวม เราอาจจินตนาการความเป็นไปได้ว่าอำนาจที่แตกต่างนั้นอาจทำให้ตัวกระทำทางสังคมมีระดับการควบคุมต่างกัน การสร้างแนวคิดนี้ไม่ได้สมมติความเท่าเทียมหรือความไม่เท่าเทียมแต่ชี้แจงถึงประเด็นที่ว่าจะมีการสร้างและรักษาสิ่งที่สาธารณชนมีร่วมกันความรู้ทางการเมืองต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

Langton (1969) กล่าวว่า การเรียนรู้ทางการเมืองต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับวิถีทางของการสืบทอดวัฒนธรรมทางการเมือง ภายในสังคมหนึ่งๆ จากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง เป็นกระบวนการของการสืบทอด ที่ดำเนินการผ่านตัวการต่างๆของสังคม ซึ่งจะทำให้แต่ละคนได้เรียนรู้ ในอันที่จะกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ของตนกับการเมืองให้เหมาะสม

Barber (1969) กล่าวว่า ความรู้ความเข้าใจต่อการเมืองของประชาชนจะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยสามารถแบ่งการมีส่วนร่วมทางการเมืองออกเป็น 2 ลักษณะ คือการมีส่วนร่วมโดยตรง เป็นลักษณะที่ประชาชนเป็นผู้ดำเนินการปกครองตนเองโดยตรง เช่น บริหารงาน กำหนดนโยบายและตัดสินใจในการดำเนินงานด้วยตนเอง และการมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม เป็นลักษณะที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมแต่มิได้เป็นผู้ดำเนินการปกครองตนเองโดยตรง โดยการเลือกตั้งตัวแทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งโดยเสรี แต่กำหนดกลไกเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาควบคุมติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ปกครอง เพื่อให้การปกครองเป็นไปตามความต้องการของประชาชน

ลิขิต ธีรเวคิน (2521) กล่าวว่า ระบบการศึกษา การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการเมือง มีความหมายกว้างขวางครอบคลุมถึงการปฏิบัติหรือกิจกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ อำนาจ อำนาจหน้าที่ในสังคม การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าในสังคมทั้งทรัพยากรและค่านิยมทางสังคมให้เหมาะสม เมื่อนำมาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของการเมืองกับการศึกษา จะเห็นว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้ วัฒนธรรมพัฒนาทักษะและฝึกอบรมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานในสังคม ส่วนการเมืองเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของอำนาจและหน้าที่ในการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าทั้งทรัพยากรและค่านิยมให้แก่ประชาชนการปฏิบัติงานของสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางการศึกษาจึงมีอิทธิพลต่อการวางรากฐานซึ่งกันและกัน ส่วนสังคมที่กำลังพัฒนาการศึกษามีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นการพัฒนาให้สภาพแวดล้อมทางสังคมและชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชนดีขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยที่จะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางการเมืองเพราะเมื่อประชาชนมีสภาพชีวิตที่ดีก็ย่อมให้ความสนใจต่อการเมืองและต้องการมีส่วนร่วม และเมื่อระบบการศึกษาขยายออกไปรับใช้ประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดการรวมกลุ่มผลประโยชน์ เป็นกลุ่มที่มีพลังสำคัญกลุ่มหนึ่งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ การเมืองของกลุ่มปัญญาชนเหล่านี้เป็นการเมืองในระดับผู้นำที่มีผลต่อนโยบายการพัฒนาประเทศมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบบการศึกษาได้ทำหน้าที่ทางการเมืองให้กับระบบการเมืองหลายประการเช่น สถาบันการศึกษาช่วยปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองขั้นพื้นฐานไปสู่ประชาชน และช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือการมีอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาอุดมการณ์ของชาติ ระบบการศึกษาช่วยเตรียมพลเมืองที่รู้หนังสือทำให้เกิดการสื่อสารทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีการพัฒนาไปเป็นลำดับขั้นตอน ช่วยสร้างให้เกิดผู้นำทางการเมืองที่มีคุณภาพและคุณธรรมจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศนั้น จะเห็นได้ว่าการสื่อสารทางการเมืองโดยผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแนวคิด หรือการรับรู้ของสมาชิกในสังคม สื่อต่างๆ จะทำหน้าที่เป็นตัวขัดเกลาได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสาร เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนสามารถติดตามข่าวสารทางการเมืองได้มากขึ้นทั้งจากโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่สื่อจากบุคคลภายในครอบครัว

โดยสรุป จาก แนวความคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การเปิดรับข่าวสารทางการเมืองอันประกอบไปด้วยการเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคล การเปิดรับข่าวสารจากสื่อมวลชน การเปิดรับข่าวสารจากสื่อกิจกรรมทางการเมืองและการเปิดรับข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ ด้านทัศนคติทางการเมือง ด้านความรู้ทางการเมืองและด้านความสนใจทางการเมือง มีผลต่อความคิดและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ดังนั้น ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ของการสื่อสารที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองของประชาชนในชุมชนคลองน้ำเค็ม ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์  จังหวัดจันทบุรี



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น